สำหรับในปี 2017 ที่ผ่านมาถือเป็นช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงของ Skype อย่างแท้จริง เพราะคราวนี้ตัวโปรแกรมถูกอัพเดตให้มีความทันสมัย รวมไปถึงลูกเล่นต่าง ๆ มากมาย และสิ่งเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ๋สุดคงจะหนีไม่พ้นการอัพเดตลงโทรศัพท์มือถือ ที่จะทำให้ผู้ใช้สามารถปรับแต่งหน้าจอได้อย่างอิสระ มีหน้าตาที่ทันสมัยและเรียบง่ายขึ้น จึงไม่แปลกที่ผู้คนจะกลับมาสนใจกันอย่างมาก และเป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่า Skype นั้นเป็นมิตรกับผู้ใช้ระบบปฏิบัติการ Windows เป็นอย่างมาก จึงไม่แปลกที่เวอร์ชั่นใหม่ของเราจะมีการรองรับผู้ช่วยส่วนตัวอย่าง Cortana นอกจากนี้เรายังสามารถทำธรุกรรมการเงินผ่าน PayPal ได้แล้ว

สาเหตุที่คนนิยมใช้กันอย่างมากโดยเฉพาะในต่างประเทศ ก็เพราะมีค่าธรรมเนียมที่ถูกกว่าการโทรทั่วไป ทำให้ไม่เพียงผู้ใช้บ้าน ๆ อย่างเราเท่านั้นที่ได้ประโยชน์ แม้แต่บริษัทใหญ่ ๆ ต่างก็ใช้บริการของ Skype และประหยัดเงินไปได้กว่ากลายล้านเหรียญในแต่ละปีสำหรับค่าโทรปกติ หลายคนสงสัยว่าบริษัทนี้ใครเป็นคนก่อตั้งขึ้นกันแน่ หลังจากที่ผ่านไม้ผ่านมือกันมาหลายเจ้า จริง ๆ แล้ว Skype เป็นบริษัทที่ถูกสร้างขึ้นในปี 2003 โดยเดนมาร์ก แต่เจ้าตัวโปรแกรมถูกพัฒนาขึ้นโดยทีมผู้พัฒนาชาวยุโรปในปี 2005 บริษัท eBay ถือเป็นเจ้าแรกที่ได้ครอบครองเทคโนโลยี Skype โดยคิดเป็นมูลค่ากว่า 2.5 พันล้านเหรียญ

โปรแกรมของพวกเขขาทำส่วนแบ่งการตลาดไปได้เพียง 2.9% ในปี 2005 หลังจากไม่นานในปี 2011 บริษัทใหญ่ Microsoft ก็ได้เข้ามาทุ่มซื้อกว่า 8.5 พันล้านเหรียญ เป้าหมายของพวกเขาคือการนำมาทดแทนโปรแกรมแชทตัวเก่าอย่าง Windows Live Messenger ทำให้ยุคสมัยของมันเริ่มยุติลง แต่ในขณะเดียวกันบางประเทศที่มีความจำเป็นในการใช้งาน ก็ถูกเลื่อนการยุติให้บริการออกไปก่อน โดยเฉพาะในประเทศจีนที่มีคนใช้กว่าหลายร้อยล้านคน การลงทุนในครั้งนี้ทำให้โปรแกรม Skype ทำส่วนแบ่งการตลาดไปได้มากถึง 40% ซึ่งเป็นข้อพิสูจแล้วว่ามันประสบความสำเร็จมากแค่ไหน

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่ามันจะมีความทันสมัย มีความปลอดภัย แต่ก็ใช่ว่าทุกคนจะชอบและใช้มัน ในบางประเทศถึงกับแบนโปรแกรมไม่ให้ใช้งานกันเลย เพราะเหตุผลหลาย ๆ ด้านที่ทางผู้ให้บริการส่วนใหญ่ไม่สนับสนุนให้ใช้งาน โดยเรียกว่าเป็นการใช้ทรัพยากรที่ไม่เหมาะสม หรือการใช้แบนด์วิดท์มากเกินไป ซึ่งปัญหาเหล่านี้ก็ไม่ได้กระทบกับรายได้หลักของพวกเขาเลยแม้แต่น้อย ในขณะที่มีผู้ใช้งานเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ และยังคงเติบโตต่อไปอีก ภายใต้การพัฒนาของบริษัทเทคโนโลยีที่ถือว่าใหญ่สุดของโลกอย่าง Microsoft